การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการเทรดมักจะจำกัดอยู่ที่การวิเคราะห์รูปแบบของกราฟราคา โดยรูปแบบ Price Action เป็นประเภทย่อยที่พบได้บ่อยที่สุด ปัจจุบันมีรูปแบบกราฟที่เป็นที่รู้จักมากกว่า 50 รูปแบบ แต่ก็มีรูปแบบยอดนิยมที่สามารถพบได้ในทุกกรอบเวลา รูปแบบเหล่านี้รวมถึงรูปแบบ Triple Top และ Triple Bottom
แม้ว่ารูปแบบกราฟแบบ Triple bottoms และ Triple tops จะเป็นรูปแบบเดียวกัน แต่เทรดเดอร์มักใช้รูปแบบ Triple bottom มากกว่าเนื่องจากหลักจิตวิทยาของรูปแบบนี้ กล่าวคือ การซื้อนั้นง่ายกว่าการขายในเชิงจิตวิทยา
บทความครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้
- ประเด็นสำคัญ
- รูปแบบกราฟ Triple Top คืออะไร?
- วิธีการทำงานของ Triple Top
- ความสำคัญของการเทรดตามรูปแบบTriple Top เท่าในการวิเคราะห์ทางเทคนิค
- การสังเกต และระบุรูปแบบ Triple Top
- การเทรดตามรูปแบบ Triple Top: กลยุทธ์ และข้อควรพิจารณา
- การวิเคราะห์ปริมาณในรูปแบบ Triple Top
- รูปแบบ Triple Top เทียบกับ Triple Bottom
- ข้อดี และข้อเสีย
- ตัวอย่าง และกรณีศึกษาในโลกแห่งความเป็นจริง
- การผสมผสานรูปแบบ Triple Top กับอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่นๆ
- บทสรุป
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรูปแบบกราฟ Triple Top
ประเด็นสำคัญ
วิทยานิพนธ์หลัก | ข้อมูลเชิงลึกและประเด็นสำคัญ |
รูปแบบกราฟ Triple Top คืออะไร? | รูปแบบ Triple Top เป็นรูปแบบที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากภาวะตลาดขาขึ้นไปสู่ภาวะตลาดขาลง หลังจากที่ตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่อง |
ความแตกต่างระหว่างพื้น Triple bottoms กับ Triple tops คืออะไร? | รูปแบบ Triple top เกิดขึ้นที่จุดสูงสุดหลังจากแนวโน้มขาขึ้น ในขณะที่รูปแบบ Triple bottom เกิดขึ้นหลังจากแนวโน้มขาลง |
รูปแบบดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างไร? | รูปแบบกราฟ Triple Top จัดอยู่ในกลุ่มรูปแบบการกลับตัว และมักเกิดขึ้นในช่วงท้ายของแนวโน้ม ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการกลับตัวของแนวโน้ม |
รูปแบบนี้ทำงานอย่างไร? | เทรดเดอร์ตั้งคำ Pending Order ไว้ต่ำกว่าจุดต่ำสุด 2 จุดก่อนหน้าของรูปแบบเล็กน้อย |
จะสังเกตเห็นรูปแบบบนกราฟได้อย่างไร? | รูปแบบราคา Triple Top แสดงให้เห็นถึงยอดสูงสุดสามยอดที่อยู่ติดกันในช่วงท้ายของแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายช่องราคา ยอดสูงสุดทั้งสามยอดนี้จะต้องมีขนาดใกล้เคียงกันในแง่ของจำนวนจุด |
ลักษณะเฉพาะของรูปแบบ | รูปแบบ Triple-top มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรูปแบบ head and shoulders แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม รูปแบบทั้ง 2 ก็ทำงานคล้ายกัน |
ข้อดีของการเทรดด้วยรูปแบบ Triple Top | รูปแบบ Triple Top มีโครงสร้างที่เรียบง่าย และระดับการหยุดที่ชัดเจน และใช้งานได้ในทุกช่วงเวลา |
ข้อเสียของการเทรดด้วยรูปแบบ Triple Top | โอกาสที่จะเกิดการก่อตัวอย่างสมบูรณ์นั้นมีน้อย รูปแบบกราฟที่หายากนี้ยังสามารถพัฒนาไปเป็นช่องทางต่อเนื่องได้อีกด้วย ค่า Stop Loss ที่ยอมรับได้นั้นค่อนข้างสูง |
กรอบเวลาที่ดีที่สุด | รูปแบบ Triple topให้สัญญาณที่เชื่อถือได้ในทุกช่วงเวลา แต่ความแม่นยำจะเพิ่มขึ้นในกราฟช่วงที่ใหญ่ขึ้น |
ระดับ Stop Loss | สามารถตั้ง Stop orders ได้ตลอดเวลา และมักจะเชื่อมโยงกับจุดสูงสุด และจุดต่ำสุดของรูปแบบนั้น |
รูปแบบกราฟ Triple Top คืออะไร?
รูปแบบแท่งเทียนสามยอด หรือ "Triple Top" เป็นรูปแบบกราฟที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งเกิดขึ้นที่จุดสูงสุดของแนวโน้นขาขึ้นหากรูปแบบนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แนวโน้มขาขึ้นจะกลับตัวลง
นี่คือรูปแบบการกลับตัวขาลงที่เกิดขึ้นในกราฟราคาของสินทรัพย์ใดๆ และจัดอยู่ในกลุ่มรูปแบบกราฟพื้นฐาน แม้ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในกรอบเวลาใดก็ได้ แต่รูปแบบนี้จะทำงานได้ดีที่สุดในกรอบเวลา H4 ขึ้นไป เช่นเดียวกับรูปแบบการวิเคราะห์ทางเทคนิคส่วนใหญ่
รูปแบบ Triple top เป็นรูปแบบการกลับตัวที่สร้างจุดสูงสุดราคาติดต่อกัน 3 จุดบนระดับแนวต้านเดียวกัน หลังจากแนวโน้มขาขึ้นที่มั่นคง สร้างช่องราคาเล็กๆ ที่มีระดับแนวด้านที่แข็งแกร่ง
ช่องทางนี้สามารถเป็นได้ทั้งลงล่าง ขึ้นบน หรือไปด้านข้าง เงื่อนไขหลักคือ ยอดทั้งสามต้องมีขนาดเท่ากันในแง่ของจุด
วิธีการทำงานของ Triple Top
รูปแบบนี้ปรากฏขึ้นในกราฟหลังจากความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาขึ้นเริ่มอ่อนลง และเข้าสู่ช่วงชะลอตัว ซึ่งช่วงนี้จะพิจารณาจากรูปแบบ Triple top, double top และ และหัวและไหล่ (head and shoulders)
โดยปกติแล้วจุดสูงสุดแรกของรูปแบบนี้จะสูงที่สุด และราคาจะลดลงหลังจากนั้น เมื่อการปรับตัวลงสิ้นสุดลง ราคาจะดีดตัวขึ้น และค่อยๆ ก่อตัวเป็นจุดสูงสุดสามจุดติดต่อกัน ดูเหมือนเป็นช่องราคา
รูปแบบกราฟนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อเส้นแนวรับของรูปแบบถูกทะลุ และราคาลดลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า จากนั้นคุณสามารถเริ่มขายได้เนื่องจากถือว่าแนวโน้มก่อนหน้าสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น รูปแบบ Triple top นี้จึงส่งสัญญาณ การกลับตัวของแนวโน้ม ไปในทิศทางขาลง
ความสำคัญของการเทรดตามรูปแบบTriple Top เท่าในการวิเคราะห์ทางเทคนิค
ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคสมัยใหม่ รูปแบบราคาแบบ Triple Top โดดเด่นกว่ารูปแบบราคาอื่นๆ
- รูปแบบนี้ช่วยระบุการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในความเชื่อมั่นของตลาดจากขาขึ้นเป็นขาลง หลังจากที่รูปแบบก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ ราคาจะตัดผ่านจุดต่ำสุดในระยะสั้นก่อนหน้าจากด้านบนลงมาด้านล่าง ซึ่งเป็นสัญญาณการกลับตัวหลัก การสังเกตเห็นรูปแบบนี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถคาดการณ์การกลับตัวที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
- รูปแบบ Triple Top เป็นส่วนสำคัญของทฤษฎีการก่อตัวของราคา เช่น ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต (Elliott Wave Theory) โดยทฤษฎีนี้อธิบายประเภทของ Corrective waves ซึ่งรวมถึง Flat Wave หรือการเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ซึ่งรูปแบบ Triple Top จัดอยู่ในกลุ่มนี้
- รูปแบบ Triple Top เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของรูปแบบกราฟส่วนใหญ่ โดยในเชิงประวัติศาสตร์ รูปแบบ Triple Top ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่เก่าแก่ที่สุด และรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากกว่าอย่าง Head and Shoulders ก็เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจาก Triple Top
การสังเกต และระบุรูปแบบ Triple Top
ในการระบุรูปแบบนี้บนกราฟราคาอย่างถูกต้อง คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าขั้นตอนการก่อตัวขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 เสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เราจะบอกได้ว่านี่คือรูปแบบ Triple Top ก็ต่อเมื่อยอดทั้งสามได้ก่อตัวขึ้นแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะพบยอดทั้งสามแล้ว รูปแบบนี้อาจไม่ทำงาน และกลายเป็นช่องราคาปกติก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบแท่งเทียนบางรูปแบบที่ใช้งานได้ และมีลักษณะคล้ายกัน กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือเมื่อรูปแบบ Triple top เกิดขึ้นต่อเนื่องจากรูปแบบ Double top รูปแบบที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือ รูปแบบ head and shoulders ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบกราฟ Triple top ตรงที่ยอดตรงกลางจะต้องสูงกว่ายอดอีกสองยอด ดังนั้น รูปแบบ Triple top จึงมีลักษณะเฉพาะบางประการดังนี้:
- ยอดทั้งสามจะต้องมีขนาดใกล้เคียงกันในแง่ของจำนวนจุด
- เส้นแนวรับ และแนวต้านที่ลากผ่านจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดของรูปแบบจะต้องเกือบขนานกัน
- รูปแบบ Triple Top จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งสิ้นสุดลงเท่านั้น และไม่สามารถเป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องของแนวโน้มแบบไซด์เวย์ (Sideways) ได้
ส่วนประกอบของรูปแบบ Triple Top
ก่อนที่จะก่อตัวอย่างสมบูรณ์ รูปแบบ Triple Top จะผ่านขั้นตอนต่างๆ หลายขั้นตอน เช่นเดียวกับรูปแบบการวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ
รูปแบบ Triple Top ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่:
- แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) รูปแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจนมาก่อน และจะก่อตัวขึ้นบริเวณจุดสูงสุดของแนวโน้มดังกล่าว แหล่งข้อมูลในช่วงแรก ๆ ที่กล่าวถึงรูปแบบนี้ระบุว่า ขนาดของแนวโน้มขาขึ้นควรมีความยาวอย่างน้อยเป็น 2 เท่าของกรอบราคาที่เกิดจากรูปแบบ Triple Top
- การก่อตัวของกรอบราคา (Channel Formation) เมื่อยอดแรกก่อตัวขึ้นแล้ว ปริมาณการซื้อขายจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบแนวราบ (Sideways) ซึ่งแนวโน้มลักษณะนี้อาจใช้เวลานานกว่าแนวโน้มขาขึ้นก่อนหน้า ขอบเขตของรูปแบบจะถูกกำหนดโดยการลากเส้นผ่านจุดต่ำ และจุดสูง คล้ายกับระดับแนวรับ และแนวต้าน ราคาจะทะลุเส้นแนวรับเมื่อสิ้นสุดช่วงการก่อตัวของกรอบราคา
- แนวโน้มขาลง นี่คือขั้นตอนสุดท้ายของการก่อตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดลงของราคาในครั้งต่อไป เมื่อราคาลดลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแนวโน้มก่อนหน้า ช่องทางจะถูกทำลาย และแนวโน้มจะกลับตัวลง
การเทรดตามรูปแบบ Triple Top: กลยุทธ์ และข้อควรพิจารณา
แม้ว่าจะมีกลยุทธ์มากมายสำหรับการเทรดรูปแบบ Triple Top ในเทคนิคการวิเคราะห์สมัยใหม่ แต่มีเพียง 2 กลยุทธ์เท่านั้นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด
- กลยุทธ์การเทรดภายในรูปแบบ (Inside Pattern Trading Strategy) กลยุทธ์การเทรดแบบ Triple Top นี้เกี่ยวข้องกับการเทรดภายในช่วงราคา เนื่องจากบางครั้งรูปแบบนี้อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นช่องราคาปกติ การเทรดจะดำเนินการระหว่างระดับแนวรับ และแนวต้าน เวอร์ชันคลาสสิกแนะนำให้ทำการเทรด 3 ครั้งภายในรูปแบบ การขายครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากการก่อตัวของจุดสูงสุดที่ 2 จากนั้นเปิดสถานะซื้อ (long position) ที่จุดต่ำสุดที่ 2 และการเทรดครั้งสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการขายที่จุดสูงสุดที่ 3 ของรูปแบบ โดยเปลี่ยนสถานะการซื้อขายไปที่จุดคุ้มทุนหลังจากถึงจุดต่ำสุดที่ 2 เทรดเดอร์ที่ไม่ระมัดระวังอาจทำการเทรดมากถึง 5 ครั้งภายในรูปแบบ แต่การทำธุรกรรมจากจุดสูงสุด และต่ำสุดครั้งแรกอาจมีความเสี่ยงสูงมาก
- กลยุทธ์การกลับตัวของแนวโน้มแบบคลาสสิก กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยม และปลอดภัยที่สุดคือการเทรดเมื่อราคา breakout จุดต่ำสุด โดยเปิดคำสั่งขายเพียงครั้งเดียวหลังจากที่จุดสูงสุดทั้งสามจุดเกิดขึ้นแล้ว หลังจากที่ราคาร่วงลง และ breakout เส้นแนวรับของรูปแบบ เทรดเดอร์จะวัดความสูงของรูปแบบเป็นจุด (หรือความสูงของ 'เนิน' ใดๆ ของรูปแบบ) จากนั้นนำไปลบออกจากจุด breakout นี่คือเป้าหมายการขายที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์บางรายมักจะย้ายคำสั่งไปที่จุดคุ้มทุนเมื่อราคาครอบคลุมมากกว่า 80% ของการลดลงที่คาดการณ์ไว้ แล้วจึงตั้งคำสั่ง trailing stop
การวางจุด Stop Loss สำหรับรูปแบบ Triple Top
การวางคำสั่งหยุด (Stop Order) โดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปแบบการวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ๆ และขึ้นอยู่กับการระบุจุดสูงสุด หรือจุดต่ำสุดของรูปแบบนั้น
สำหรับรูปแบบ Triple Top การตั้ง Stop Loss จะอยู่ที่จุดสูงสุดก่อนการทะลุแนวรับ หรือสูงกว่าเล็กน้อยเสมอ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจคือ ความชันของรูปแบบไม่สำคัญ Stop Loss จะอยู่ที่จุดสูงสุดที่ 3 ของรูปแบบเสมอ ข้อเสียของวิธีนี้คือ ค่า Stop Loss ในหน่วยจุดมักจะเท่ากับค่า Take Profit ที่คาดหวัง ซึ่งไม่ใช่สัดส่วน กำไร/ขาดทุน ที่ยอมรับได้
เพื่อความแม่นยำยิ่งขึ้น ระดับ Stop Loss สามารถปรับแก้ไข และเลื่อนขึ้นไปไว้เหนือจุดสูงสุดของราคา โดยอ้างอิงตามระดับ “สัญญาณรบกวนของตลาด” (market noise) ของสินทรัพย์ที่ทำการเทรด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับกรอบเวลา (Time Frame) เนื่องจากการปรับลักษณะนี้มักไม่เหมาะสมกับกรอบเวลาที่สั้นกว่า H4 เพราะระดับ Stop ที่ตั้งไว้อาจสูงเกินกว่ากำไรที่คาดหวังไว้
เริ่มซื้อขายกับโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ
การวิเคราะห์ปริมาณในรูปแบบ Triple Top
อีกองค์ประกอบหนึ่งของการวิเคราะห์ตลาดโดยใช้รูปแบบ triple top คือการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย
ตามทฤษฎีการก่อตัวของรูปแบบ ปริมาณการซื้อขายจะสูงที่สุดเมื่อถึงจุดสูงสุดแรก และอาจคงอยู่ในระดับนั้นจนกว่าแนวรับจะถูกทะลุ
ปริมาณการซื้อขายควรลดลงเหลือ 50%-70% ของปริมาณการซื้อขาย ณ จุดสูงสุดแรกในขณะที่จุดสูงสุดที่สองกำลังก่อตัว จุดสูงสุดที่ 3 ก่อตัวขึ้นท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่ต่ำที่สุด: อินดิเคเตอร์อาจลดลงเหลือ 20% ของปริมาณการซื้อขายเริ่มต้น เมื่อเส้นแนวรับถูกทะลุ และเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย โปรดจำไว้ว่าปริมาณการซื้อขายในตลาด Forex นั้นแตกต่างจากปริมาณการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ Forex ใช้ปริมาณการซื้อขายแบบ Tick Volume ซึ่งแสดงถึงจำนวนการเปลี่ยนแปลงราคาต่อหน่วยเวลา ในขณะที่ตลาดหุ้นดำเนินการด้วยปริมาณการซื้อขายจริงที่กำหนดโดยปริมาณเงินหมุนเวียน หลักการทั้งหมดของการก่อตัวของรูปแบบนั้นขึ้นอยู่กับตามปริมาณการซื้อขายจริง ไม่ใช่ปริมาณการซื้อขายแบบ Tick Volume
รูปแบบ Triple Top เทียบกับ Triple Bottom
รูปแบบการกลับตัวขาลงเกือบทุกรูปแบบจะมีรูปแบบการกลับตัวขาขึ้นที่สอดคล้องกันในตลาด
เรามาเปรียบเทียบพารามิเตอร์ (Parameter) สำคัญของรูปแบบ Triple top และ Triple bottom กัน
พารามิเตอร์ | Triple Top | Triple Bottom |
ทิศทางการเข้า | รูปแบบเริ่มก่อตัวขึ้นหลังจากแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน | รูปแบบ Triple Bottom เป็นรูปแบบขาขึ้นที่ก่อตัวหลังจากแนวโน้มขาลงที่ชัดเจน |
จุดสำคัญ | จุดสำคัญของรูปแบบนี้คือ ราคาพุ่งสูงสุดติดต่อกัน 3 ครั้ง | จุดสำคัญของรูปแบบนี้คือ ราคาต่ำสุดติดต่อกัน 3 ครั้ง |
ทิศทางทางออก | เมื่อเกิดรูปแบบขึ้นแล้ว แนวโน้มจะกลับตัวลง | เมื่อรูปแบบก่อตัวขึ้น แนวโน้มจะกลับตัวขึ้น |
จุดทะลุ (Breakout point) | จุดเบรกเอาท์คือการทะลุเส้นแนวรับ | จุดเบรกเอาท์คือการทะลุเส้นแนวต้าน |
Stop Loss | ตั้งคำสั่ง Stop Loss ไว้ที่จุดสูงสุดก่อนถึงจุดทะลุ (breakout) | ตั้งคำสั่ง Stop Loss ไว้ที่ระดับต่ำสุดก่อนถึงจุดทะลุ (Breakout) |
Take Profit | ค่า Take Profit จะเท่ากับจุดสูงสุดใดจุดหนึ่งใน 3 จุดของรูปแบบนั้น | ค่า Take Profit จะเท่ากับจุดต่ำสุดทั้ง 3 จุดของรูปแบบนั้น |
กรอบเวลาที่ดีที่สุด | รูปแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา แต่ช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ H4 และ D1 | รูปแบบนี้ใช้ได้กับกรอบเวลาใดก็ได้ แต่กรอบเวลาที่ได้ผลดีที่สุดคือ H4 และ D1 |
อัตราการเกิดรูปแบบ | รูปแบบนี้มักปรากฏในกราฟราคา | รูปแบบนี้มักปรากฏในกราฟราคา |
ประสิทธิภาพ | รูปแบบ Triple Top มีโอกาสก่อตัวสมบูรณ์ประมาณ 65% | รูปแบบ Triple Bottom มีโอกาสก่อตัวสมบูรณ์ประมาณ 65% |
ข้อดี และข้อเสีย
แม้ว่ารูปแบบ Triple Top จะปรากฏให้เห็นบนกราฟราคาค่อนข้างบ่อย แต่โอกาสที่จะเกิดรูปแบบนี้อย่างสมบูรณ์นั้นค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ความง่ายในการใช้งานทำให้มันเป็นหนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการวิเคราะห์ทางเทคนิค
ข้อดี | ข้อเสีย |
รูปแบบนี้เป็นสากล สามารถพบได้ในทุกช่วงเวลา และสำหรับสินทรัพย์ทุกประเภท ตั้งแต่คู่สกุลเงินไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ | ความน่าจะเป็นในการก่อตัวสมบูรณ์อยู่ในระดับต่ำ โดยโอกาสที่รูปแบบนี้จะก่อตัวได้ครบถ้วนนั้นแทบจะไม่เกิน 65% ซึ่งต่ำกว่าอินดิเคเตอร์ และรูปแบบกราฟอื่น ๆ อย่างมาก เช่น รูปแบบ Double Top และ Double Bottom |
ใช้งานง่ายมาก รูปแบบประกอบด้วยลำดับเพียง 3 ระดับเท่านั้น ดังนั้นแม้แต่ผู้เริ่มต้นก็เข้าใจได้ว่าจะตั้งค่าอย่างไร | สามารถสับสนกับรูปแบบอื่นได้ง่าย รูปแบบนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรูปแบบ Head and Shoulders ตัวอย่างเช่น หากเป็นเช่นนั้น ระดับกำไรที่คุณตั้งไว้อาจจะน้อยเกินไป |
รูปแบบนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ สัญญาณของรูปแบบนี้ในการเข้าสู่ตลาดจะล่าช้า และจะมีความสำคัญเมื่อสัญญาณอื่นๆ เกือบทั้งหมดบ่งชี้ถึงการกลับตัวของแนวโน้ม ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ | ศักยภาพในการทำกำไรต่ำเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะขาดทุน ระดับ Stop Loss และ Take Profit เท่ากัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการบริหารเงิน (อัตราส่วนกำไร/ขาดทุนที่แนะนำคือ 3:1) |
รูปแบบ Triple Top บ่งชี้ถึงการกลับตัวของตลาด และไม่ใช่สัญญาณให้เปิดการซื้อขาย | ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นในกรอบเวลาขนาดใหญ่ ดังนั้นรูปแบบจึงใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีในการก่อตัว |
ประโยชน์ของการใช้รูปแบบ Triple Top ในการตัดสินใจเทรด
การเทรดตามรูปแบบเป็นส่วนสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค และค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่นักเทรดมือใหม่ อย่างไรก็ตาม การทำงานกับรูปแบบนี้มีข้อดีที่ชัดเจนบางประการ:
- รูปแบบนี้ให้สัญญาณขาลงที่แสดงถึงการกลับตัวของตลาด เนื่องจากรูปแบบนี้ปรากฏขึ้นที่จุดสูงสุดของตลาดเมื่อปริมาณการซื้อขายของผู้ซื้อไม่สูงมากนัก จึงสามารถใช้เป็นอินดิเคเตอร์การกลับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สัญญาณการเข้าตลาดจากรูปแบบ Triple top นั้นสังเกตได้ง่ายมาก ระดับราคาเข้าตลาดเชื่อมโยงกับราคาต่ำสุดภายในรูปแบบ ราคาต่ำสุดนี้ระบุได้ง่าย และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะตีความผิด ซึ่งทำให้กระบวนการเข้าตลาดง่ายขึ้น
- รูปแบบนี้สามารถทำงานได้เหมือนกับช่องทางปกติ แม้ว่าคุณจะระบุรูปแบบผิดพลาด และมันเปลี่ยนไปเป็นช่องทางปกติ โอกาสที่แนวโน้มจะกลับตัวก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าการเทรดของคุณจะดำเนินไปนานแค่ไหน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ยังสูงอยู่
- รูปแบบนี้ตรวจสอบได้ง่าย รูปแบบการกลับตัวพื้นฐานสามารถตรวจสอบได้ง่ายโดยใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคด้านปริมาณ เช่น MACD หรือ AO
- ระดับคำสั่งซื้อที่ชัดเจน รูปแบบ Triple Top นั้นง่ายต่อการตั้งค่าอัตโนมัติมาก สามารถกำหนดระดับคำสั่งซื้อได้ก่อนเข้าทำการเทรด เนื่องจากระดับคำสั่งซื้อเหล่านั้นเชื่อมโยงกับจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดที่เกิดขึ้นนานก่อนจุดเข้าเทรด
- รูปแบบนี้สามารถนำไปใช้ในกลยุทธ์ระดับโลกได้ รูปแบบ Triple Tops ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ต่างๆ เช่น ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต (Elliott Wave Theory) ในกรณีนี้ รูปแบบดังกล่าวสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อยืนยันคลื่นปรับฐาน (Corredives Waves)
ข้อจำกัด และความเสี่ยงของการเทรดรูปแบบ Triple Top
การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกนั้นมีความเสี่ยงอยู่บ้าง และการเทรดรูปแบบ Triple Top ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น:
- แม้ว่ารูปแบบ Triple Top จะเป็นรูปแบบการกลับตัวขาลง แต่ก็ไม่ได้แสดงการกลับตัวได้อย่างแม่นยำเสมอไป บ่อยครั้งที่รูปแบบนี้เปลี่ยนไปเป็นช่องทางปกติที่มีคลื่นมากกว่า 6 ลูก ในกรณีเช่นนี้ ตำแหน่งขายที่เปิดไว้ก่อนหน้านี้อาจปิดตัวลงด้วยการขาดทุน
- สัญญาณรบกวนของตลาดอาจบดบังสัญญาณการเข้าซื้อที่ชัดเจน ระดับราคาเข้าซื้อในตลาดนั้นเชื่อมโยงกับราคาต่ำสุดภายในรูปแบบ อย่างไรก็ตาม อาจเกิดการคลาดเคลื่อน หรือการสัมผัสเมื่อราคาเข้าใกล้ระดับนั้น หลังจากนั้นราคาก็จะดีดตัวขึ้นอีกครั้ง
- รูปแบบนี้อาจทำให้สับสนกับรูปแบบอื่นได้ง่าย เทรดเดอร์มือใหม่มักสับสนระหว่างรูปแบบ Triple top กับรูปแบบ head and shoulders ส่งผลให้ระดับการเข้า ออกตลาดอาจถูกกำหนดอย่างไม่ถูกต้อง
- โอกาสที่จะเกิดรูปแบบสมบูรณ์นั้นต่ำมาก มีรูปแบบเพียงไม่กี่รูปแบบที่มีอัตราส่วนกำไรต่อขาดทุนสูงกว่า 80% และรูปแบบ Triple Top ก็ไม่ใช่หนึ่งในนั้น โดยมีอัตราส่วนกำไร/ขาดทุนต่ำกว่า 60% เพียงเล็กน้อย
ตัวอย่าง และกรณีศึกษาในโลกแห่งความเป็นจริง
ในระหว่างการเทรดโดยใช้รูปแบบต่างๆ ผมเคยเจอสถานการณ์มากมายที่ไม่เป็นไปตามกฎการเทรดนั้นๆ บางสถานการณ์ส่งผลให้ขาดทุน ในขณะที่บางสถานการณ์กลับได้กำไรอย่างไม่คาดคิด
กรณีที่ 1
หลังจากที่รูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้น ราคาคาดว่าจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่กลับดีดตัวขึ้น ตามด้วยการก่อตัวของช่องราคา ซึ่งอาจกระตุ้นคำสั่งขาย แต่ตำแหน่งนั้นกลับขาดทุนเนื่องจากการทะลุแนวต้านที่ผิดพลาด
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ให้วางคำสั่งซื้อขายต่ำกว่าจุดต่ำสุดเฉพาะที่ของรูปแบบนั้น โดยเว้นระยะห่างประมาณเท่ากับสัญญาณรบกวนของตลาด วิธีนี้ได้ผลดีเยี่ยมในกรอบเวลาขนาดใหญ่ สามารถคัดกรองการทะลุแนวต้านที่ผิดพลาดได้ถึง 90% อย่างไรก็ตาม หากกำไรที่คาดหวังของคุณน้อยมาก ไม่เกิน 1,000 จุด กำไรที่อาจได้รับก็จะลดลงอย่างมาก
กรณีที่ 2
ราคาอาจไม่ถึงกำไรที่คาดหวัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมาร์จิน มี 2 วิธีแก้ไข: เลื่อน Stop Loss ไปที่จุดคุ้มทุน และตั้ง Trailing Stop เมื่อถึง 50% ของกำไร ข้อเสียของวิธีนี้คือ ราคาอาจกลับตัว และทดสอบจุดต่ำสุดก่อนหน้า ส่งผลให้การซื้อขายปิดลงโดยไม่มีกำไร คุณสามารถล็อคกำไรบางส่วน หรือปิดการซื้อขายเมื่อถึง 80% ของกำไร ผมชอบวิธีที่สองมากกว่า เพราะ Trailing Stop สามารถปิดการซื้อขายได้แม้ไม่มีกำไร
กรณีที่ 3
รูปแบบนี้เป็นการต่อเนื่องจากรูปแบบ Double Top แต่สามารถพัฒนาไปเป็นแนวโน้มไซด์เวย์ระยะยาวได้ ทางเราขอแนะนำกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมที่สุดเมื่อทำงานกับรูปแบบนี้
เนื่องจากกราฟนี้แสดงรูปแบบยอดคู่ต่อเนื่องกัน ผมจึงเปิดสถานะขายหลังจากถึงจุดสูงสุดที่ 2
- หลังจากจุดสูงสุดครั้งที่ 2 จะมีการเปิดสถานะขาย (Sell 1)
- หากราคาลดลง เราจะปิดการเทรดโดยได้กำไรจากรูปแบบ Double Top
- หากราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้น เราจะเปิดสถานะขาย (short position) อีกครั้ง (Sell 2) ที่ระดับราคาของจุดสูงสุดแรก
- หากราคายังคงปรับตัวขึ้นต่อ และเกิดการหลุดรูปแบบ (Pattern Breakdown) สถานะการเทรดทั้งสองรายการจะถูกปิดด้วยคำสั่งตัดขาดทุน (Stop Loss)
- หากราคากลับตัว และเกิดจุดสูงสุดที่ 3 บนกราฟ เราจะปิดการเทรดแบบ Sell 2 ที่ระดับราคาของจุดต่ำสุดที่ 2
- หากรูปแบบ Triple top ปรากฏขึ้น เราจะปิดสถานะขาย 1 ด้วยกำไร
หากรูปแบบทะลุ และเปลี่ยนเป็นช่องราคา เราสามารถเปิดการเทรดต่อไปได้ที่จุดสูงสุดใหม่จนกว่าราคาจะออกจากช่องราคา ช่องราคาที่ยาวที่สุดที่ผมเคยมีนั้นประกอบด้วยการเทรด 8 ครั้ง และ 7 ครั้งนั้นปิดด้วยกำไร
การผสมผสานรูปแบบ Triple Top กับอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่นๆ
ดังที่กล่าวมาข้างต้น รูปแบบดังกล่าวสามารถยืนยันได้ง่ายด้วยอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันแล้ว สามารถบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในปริมาณการเทรดได้ โดยทั่วไปแล้ว อินดิเคเตอร์ และรูปแบบกราฟิกจะส่งเสริมซึ่งกัน และกันได้เป็นอย่างดี
ด้วยการเพิ่มอินดิเคเตอร์ คุณสามารถเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบได้ โดยที่ทั้งรูปแบบ และอินดิเคเตอร์จะยืนยันสัญญาณการเข้าสู่ตลาด
Volumes Indicator
ตัวเลือกที่พบบ่อยที่สุดคือการนำรูปแบบของเรามาใช้ร่วมกับ Volume indicator
อินดิเคเตอร์นี้มีลักษณะเป็นแท่งสีต่างๆ แท่งสีแดงแสดงถึงปริมาณที่ลดลงเมื่อเทียบกับแท่งก่อนหน้า ในขณะที่แท่งสีเขียวแสดงถึงปริมาณที่เพิ่มขึ้น
ขั้นแรก ให้ระบุจุดกลับตัวที่จุดสูงสุดของรูปแบบ แท่งสีแดงแท่งแรกหลังจากแท่งสีเขียวหลายแท่งติดต่อกัน บ่งชี้ถึงการก่อตัวของจุดสูงสุด แท่งกลับตัวถัดไปที่จุดสูงสุดแต่ละแท่งควรต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า ซึ่งแสดงถึงปริมาณการซื้อขายที่ลดลงภายในรูปแบบ เชื่อกันว่าผู้ซื้อบางส่วนจะถูกคัดออกหลังจากจุดสูงสุดใหม่แต่ละครั้ง และปริมาณการซื้อขายจะลดลง การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของปริมาณการซื้อขายบ่งชี้ถึงการเริ่มต้นของการก่อตัวของรูปแบบ ซึ่งเป็นการยืนยันจุดเข้าซื้อในตลาด
Stochastic Oscillator
อีกทางเลือกหนึ่งคือการนำรูปแบบดังกล่าวมาผสมผสานกับ Stochastic Oscillator
อินดิเคเตอร์นี้ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือเส้นที่ขึ้นอยู่กับตามค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนน เชียล (EMA) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้น และลดลงของความต้องการของนักลงทุน และส่วนที่ 2 คือ โซนซื้อมากเกินไป และขายมากเกินไป
เมื่อเส้น EMA เข้าสู่โซนซื้อมากเกินไป ปริมาณการซื้อขายขาขึ้นจะลดลง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการสร้างจุดสูงสุดของรูปแบบ การออกจากโซนซื้อมากเกินไปอาจหมายถึงการกลับตัวทางเทคนิค การไปถึงโซนขายมากเกินไปมักเป็นสัญญาณของการสร้างจุดต่ำสุด สุดท้าย หากเส้น EMA ยังคงอยู่ในโซนขายมากเกินไปในระยะยาว อาจแสดงถึงการเริ่มต้นของการก่อตัวของรูปแบบ
การผสมผสานระหว่าง MACD และ Awesome Oscillate
ตัวเลือกที่ 3 คือการรวม Moving Average Convergence Divergence และ Awesome Oscillator เข้าด้วยกัน
ฉันใช้การผสมผสานนี้มานานแล้ว และพบว่ามันน่าเชื่อถือที่สุด ฉันควรกล่าวเพิ่มเติมว่ามีการใช้อินดิเคเตอร์เพียงตัวเดียวเท่านั้น ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาของรูปแบบ Triple Top หากเป็นกรอบเวลาที่สั้นกว่า H4 จะใช้ AO แต่ถ้าเป็นกรอบเวลาที่สูงกว่า D1 ขึ้นไป จะใช้ MACD จะเหมาะสมกว่า
เมื่อมองแวบแรก กราฟราคา และอินดิเคเตอร์ดูแทบจะเหมือนกัน อินดิเคเตอร์แสดงจุดสูงสุด และต่ำสุดของกราฟได้อย่างแม่นยำ เราเพียงแค่ต้องรอให้เกิดจุดสูงสุด 3 จุดบนกราฟ ซึ่งอินดิเคเตอร์จะแสดงให้เห็นตามนั้น การเปิดสถานะขายจะเกิดขึ้นเมื่ออินดิเคเตอร์ตัดผ่าน 0 ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่โซนขาย
โปรดจำไว้ว่า: ยอดทั้ง 3 จุดของอินดิเคเตอร์จะต้องอยู่เหนือระดับ 0 เมื่อเราพิจารณารูปแบบ Triple Top ส่วนในกรณีของรูปแบบ Triple Bottom จุดต่ำสุดทั้ง 3 จุดจะต้องอยู่ต่ำกว่าระดับ 0
เริ่มซื้อขายทันที
บทสรุป
การเทรดตามรูปแบบเป็นหนึ่งในวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนรายย่อย และรายกลาง รูปแบบเหล่านี้สามารถสังเกตได้ง่ายบนกราฟ เนื่องจากระดับการก่อตัวของรูปแบบนั้นเด่นชัด
รูปแบบ Triple Top เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เมื่อคุณเรียนรู้วิธีใช้งานอย่างถูกต้องแล้ว คุณสามารถสร้างกลยุทธ์การเทรดที่ทำกำไรได้ เพื่อให้การเทรดของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพิ่มเติมเล็กน้อย
อันดับแรก ให้ทำการเทรดเฉพาะรูปแบบที่เกิดขึ้นในกรอบเวลาที่ยาวกว่า H1 เท่านั้น กรอบเวลา H4 มีโอกาสสูงสุดที่จะเกิดรูปแบบการกลับตัวนี้ นอกจากนี้ อย่ารอให้ Take Profit ทำงานอย่างสมบูรณ์: หากราคาครอบคลุมทิศทางที่คาดการณ์ไว้มากกว่า 80% ให้ปิดการเทรดทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรูปแบบกราฟ Triple Top
การปรากฏของรูปแบบ Triple top บนกราฟแสดงว่าการเคลื่อนไหวขาขึ้นที่กำลังดำเนินอยู่จะเปลี่ยนเป็นขาลงในไม่ช้า ตลาดอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป และฝ่ายซื้อกำลังทยอยขายตำแหน่งการลงทุนออกไป
รูปแบบ Triple Top เป็นรูปแบบกราฟการกลับตัวขาลง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น การเทรดที่บ่งบอกถึงจุดสิ้นสุดของรูปแบบนี้คือการเปิดสถานะขาย (Short Position)
โอกาสที่จะเกิดรูปแบบ Triple Top อย่างสมบูรณ์นั้นมีตั้งแต่ 60% ถึง 70% ขึ้นอยู่กับรูปแบบย่อยเฉพาะของรูปแบบนั้น รูปแบบช่องขาขึ้น (Ascending Channel) เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่รูปแบบที่แม่นยำที่สุดเมื่อเทียบกับรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาอื่นๆ
รูปแบบ Triple top เป็นรูปแบบที่ต่อเนื่องจากรูปแบบ Double top 2 ชั้น แต่รูปแบบนี้ถือว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่า เนื่องจากระดับแนวต้านถูกทดสอบถึง 3 ครั้ง แทนที่จะเป็น 2 ครั้ง
รูปแบบ Triple Top สามารถยืนยันได้โดยใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค วิธีการยืนยันที่พบได้บ่อยที่สุดคือการคัดกรองปริมาณการซื้อขายที่ลดลงโดยอินดิเคเตอร์ปริมาณการซื้อขาย (Volume indicator) และสังเกตการเคลื่อนไหวไปสู่ระดับศูนย์บนอินดิเคเตอร์ MACD
รูปแบบนี้ใช้ได้กับทุกช่วงเวลา แต่ความแม่นยำจะดีขึ้นเมื่อใช้ช่วงเวลาที่กว้างขึ้น ยิ่งช่วงเวลากว้างมากเท่าไหร่ โอกาสในการเกิดรูปแบบนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ช่วงเวลาที่นิยมใช้มากที่สุดคือช่วงเวลา H4 และรายวัน
การพบรูปแบบ Triple top หลังแนวโน้มขาลง แสดงว่ารูปแบบ Triple bottom ก่อนหน้านั้นกำลังพัฒนาเป็นช่องทาง (channel) หรือกำลังทดสอบเส้นแนวต้าน ในกรณีนี้ไม่ควรเปิดสถานะขาย (short positions)

เนื้อหาของบทความนี้สะท้อนความคิดเห็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงตำแหน่งอย่างเป็นทางการของนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของ LiteFinanceเนื้อหาที่เผยแพร่ในหน้านี้จัดทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ควรพิจารณาว่าเป็นการให้คำแนะนำด้านการลงทุนตามระเบียบ 2014/65/EU
ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ บทความนี้ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมถึงข้อห้ามในการคัดลอกและเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม

























